วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

6. ความสัมพันธ์และผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อสังคมโลกและมนุษย์



  ความสัมพันธ์และผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อสังคมโลกและมนุษย์






-ผลกระทบต่อโครงสร้างความมั่นคงและระบบการเมืองโลก

                พัฒนาการทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่างยุคเกษตรกรรมกับยุคอุตสาหกรรม คือ การกำเนิดของระบบรัฐชาติในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ระบบรัฐชาตินำไปสู่การแบ่งเส้นเขตแดน มีการกำหนดกลุ่มประชากรตามสัญชาติแยกระหว่างกันอย่างชัดเจน แต่ละรัฐชาติมีอำนาจอธิปไตย และมีอำนาจในการปกครองตนเองอย่างเด็ดขาดปลอดจากการแทรกแซงของรัฐชาติอื่น แนวคิดเรื่องรัฐชาตินี้ต่อมาก็ได้ขยายไปยังสังคมอื่นๆทั่วโลก ซึ่งสะท้อนกระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16-17 เป็นต้นมา
                อันที่จริงแนวคิดเรื่องรัฐชาตินี้สะท้อนกระแสแรกเริ่มของโลกาภิวัตน์แล้ว แต่เป็นไปในขอบเขตจำกัด กล่าวคือ ในแต่ละรัฐชาติถึงแม้ประชากรจะมีความแตกต่างกันหลากหลายตามชาติพันธุ์และวัฒนธรรมแต่ผู้ปกครองต้องการให้ประชากรมีความเชื่อ ค่านิยม ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตแนวเดียวกัน เพื่อสร้างความผูกพันและความจงรักภักดีต่อชาติ แนวคิดที่จะให้เกิดแนวปฏิบัติทำนองเดียวกันดังกล่าว ในระยะต่อมาก็ได้ขยายตัวข้ามขอบเขตดินแดนรัฐอธิปไตยออกไปกว้างขวางมาก จนครอบคลุมประชาคมระดับภูมิภาคและระดับโลกกลายเป็นกระแสโลกาภิวัตน์ดังเช่นปัจจุบัน
                ในขณะที่รัฐชาติเองเป็นตัวการส่งเสริมให้เกิดการผลักดันกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาประเทศมหาอำนาจต่างๆที่มีพลังสนับสนุนทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการทหาร โดยรัฐเล็กในฐานะผู้รับมีส่วนในการเลือกหรือจำกัดการเข้ามาของกรแสโลกาภิวัตน์ แต่ทุกรัฐไม่ว่าจะเป็นรัฐใหญ่หรือรัฐเล็กก็ได้รับผลดีผลเสียจากโลกาภิวัตน์โดยถ้วนหน้า ถึงแม้จะได้รับไม่เท่ากันก็ตาม

ในแง่การเมืองตัวแสดงสำคัญในสังคมโลกน่าจะมีอย่างน้อย 4 กลุ่มใหญ่

                 กลุ่มแรก ได้แก่ บรรดาองค์การการเมืองเหนือชาติ (Supranational political bodies) องค์การระหว่างประเทศทั้งที่รัฐเป็นสมาชิกหรือที่สมาชิกประกอบด้วยบุคคลในวงวิชาชีพเฉพาะ สมาคมหรือองค์กรเอกชน

                กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มภายในชาติซึ่งสามารถดำเนินการที่มีอิทธิพลต่อรัฐชาติของตัวเอง ประเทศอื่น หรือองค์การอื่นๆนอกขอบเขตพรมแดน เช่น องค์การซึ่งมิใช่รัฐภายในชาติ กลุ่มวิชาชีพ ขบวนการซึ่งมีวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน องค์การธุรกิจ ฯลฯ

               กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มหรือองค์การซึ่งมิได้มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองระดับสากลหรือภูมิภาค เช่น บรรษัทข้ามชาติ และ

              กลุ่มสุดท้าย ได้แก่  รัฐชาติเอง

สำหรับองค์การทางการเมืองเหนือชาติมีบทบาทที่ส่งผลต่อรัฐชาติอย่างน้อย 4 ทาง

               ทางแรก เป็นกรณีที่รัฐชาติตกลงยินยอมให้องค์การใช้อำนาจในบางกรณี เช่น เข้าไปช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยจากความรุนแรงภายในประเทศ หรือกรณีที่รัฐยอมผ่อนปรนอำนาจอธิปไตยของดินแดนโดยให้ความร่วมมือแก่องค์การตำรวจสากล (Interpol)ในการต่อสู้กับอาชญากรรมบางประเภท เป็นต้น

               ทางที่สอง เป็นกรณีที่รัฐชาติที่เป็นสมาชิกยอมปฏิบัติตามกฎกติกาขององค์การข้ามชาติ เช่น สมาชิกของสหภาพยุโรปต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบบางอย่างที่สภายุโรปกำหนดถึงแม้จะไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนดบางเรื่องก็ตาม หรือตัวอย่างกรณีของรัฐสมาชิกในองค์การการค้าโลก ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ขององค์การ

               ทางที่สาม เป็นกรณีสถานการณ์จำยอมของรัฐที่อ่อนแอทางเศรษฐกิจหรือการเมืองยอมให้องค์การเหนือชาติใช้อำนาจภายในในรัฐของตนได้ เช่น ยอมให้องค์การเหนือชาติส่งกองกำลังเข้าไปดูแลรักษาความสงบ หรือต้องยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขขององค์การเหนือชาติ เช่น กรณีลูกหนี้ของธนาคารโลก หรือองค์การกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเรารู้จักกันดีในนามขอไอเอมเอฟ (International Monetary Fund)

               ทางที่สี่ เป็นกรณีที่รัฐชาติยอมจำกัดอำนาจของตนจากผลของการลงนามในสนธิสัญญาหรืออนุสัญญาระหว่างประเทศซึ่งมีผลบังคับทางกฎหมายเมื่อรัฐนั้นให้สัตยาบันสนธิสัญญาดังกล่าว หรือแม้ในบางกรณีสนธิสัญญาอาจไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่ส่งผลทางศีลธรรมซึ่งรัฐไม่อาจละเมิดได้ เช่น ข้อตกลงหลายเรื่องขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ เป็นต้น ในกรณีเหล่านี้รัฐก็ต้องยอมถือปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าวด้วย
สถานการณ์ต่างๆดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อจำกัดการใช้อำนาจอธิปไตยซึ่งในช่วงแรกเริ่มกำเนิดรัฐชาตินั้น เคยเชื่อกันว่ารัฐย่อมมีอำนาจอธิปไตยที่ไม่อาจละเมิดได้ แต่ในกระแสโลกาภิวัตน์ความจำเป็นบังคับให้รัฐชาติต้องยอมผ่อนปรนการใช้อำนาจเด็ดขาดของตนลงไปมากทุกขณะ

               นอกเหนือจากองค์การเหนือชาติแล้วบทบาทของรัฐยังถูกจำกัดหรือลิดรอนโดยตัวแสดงอื่นๆทั้งในชาติและระหว่างประเทศด้วย อาทิ การรวมตัวกันของกลุ่มคนภายในประเทศเพื่อล้มล้างอำนาจของรัฐบาลปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่มักมีกลุ่มบุคคลหรือองค์การจากภายนอกนอกประเทศเข้าไปเกี่ยวข้องสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือด้วย หรือองค์การธุรกิจที่เข้ามาลงทุนภายในประเทศได้ตั้งเงื่อนไขหรือดำเนินการที่ส่งผลต่ออำนาจของรัฐบาลในบางประเทศ เป็นต้น
จอร์ชจึงสรุปว่าในปัจจุบันรัฐชาติจำเป็นต้องผ่องถ่ายอำนาจหรือแบ่งปันอำนาจให้แก่องค์การเหนือชาติและองค์การภายในชาติ ซึ่งส่งผลให้ให้ตัวแสดงอื่นนอกจากรัฐชาติเข้ามามีบทบาทใช้อาจอธิปไตยแทนรัฐในการกำหนดค่านิยมหรือวิถีปฏิบัติสำหรับคนในขอบเขตพรมแดนของตน ยิ่งกระแสโลกาภิวัตน์มีความเข้มข้นรุนแรงมากเท่าไหร่อำนาจอธิปไตยของรัฐและอำนาจของรัฐบาลย่อมถูกบั่นทอนลงไปเท่านั้น

              ในสังคมยุคใหม่ของศตวรรษที่ 21 องค์การเหนือชาติมีบทบาทมากขึ้นทุกขณะ ไม่เพียงแต่ในด้านการกำหนดนโยบายเรื่องต่างๆที่รัฐชาติต้องยอมเคารพปฏิบัติแต่ยังเข้าแทรกแซงในกิจการซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นกิจการภายในของรัฐมากขึ้นในลักษณะต่างๆดังกล่าวแล้ว

              องค์การเหนือชาติสำคัญที่มีบทบาทต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก องค์การแรงงานระหว่างประเทศ จะยังคงมีส่วนสำคัญในการกดดันประเทศที่ไม่ยอมเคารพสิทธิมนุษยชน หรือประเทศที่มีปัญหาในการบริหารงานรัฐอย่างมาก โดยองค์การข้ามชาติสามารถชักชวนมิให้ประเทศร่ำรวยสนับสนุนรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามครรลองปฏิบัติสากลในเรื่องสิทธิมนุษยชน การใช้แรงงานเด็ก การทุจริตประพฤติมิชอบ การละเลยสุขอนามัยของประชาชน หรือการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนรวมทั้งชักชวนบรรดาประเทศสมาชิกมิให้ติดต่อค้าขายหรือสนับสนุนประเทศดังกล่าว ทั้งนี้ในสถานการณ์ที่โลกปลอดจากสภาวะการแบ่งขั้วซึ่งประเทศมหาอำนาจและบริวารต้องสนับสนุนประเทศบริวารของตน องค์การเหนือชาตินับวันจะมีบทบาทเข้มแข็งและให้ผลชัดเจนกว่าที่เคยเป็นอยู่ในระยะแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

                นอกจากองค์การเหนือชาติดังที่กล่าวแล้ว องค์การเหนือชาติสำคัญอีกสององค์การซึ่งสามารถกำหนดเงื่อนไขและแทรกแซงการตัดสินใจของแต่ละประเทศด้วยเหตุผลความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่เลี่ยงไม่ได้ คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก( ดูรายละเอียดใน Robert  M. Page, “Globalization, Risk and Social Welfare”, in George, หน้า 29-44)

                เดิมบทบาทของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ คือ การให้เงินกู้แก่ประเทศที่เตรียมปฏิรูปเศรษฐกิจสู่ระบบการส่งออก๖แทนที่จะเน้นระบบเศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง) เพื่อชดเชยภาวการณ์ขาดดุลการค้าในระยะแรก ส่วนธนาคารโลกมีบทบาทในการปรับโครงสร้างและพัฒนาประเทศโลกที่สามหรือเรียกระยะหลังว่าประเทศกำลังพัฒนา ในช่วงแรกทั้งสององค์การนี้มักไม่กล้าเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศผู้รับบริการ รวมทั้งไม่แตะต้องนโยบายหรือทิศทางการเมืองของประเทศดังกล่าว

               ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ถึงแม้พันธกิจของทั้งสององค์การจะยังเป็นไปดังที่เคยถือปฏิบัติ แต่บทบาทด้านการดำเนินการขององค์การดังกล่าวได้เปลี่ยนไปจากเดิมโดยกล้ากำหนดเงื่อนไขและกดดันประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น มีการตั้งเกณฑ์ กติกา เงื่อนไขและเข้ากำกับการดำเนินการของประเทศที่เป็นลูกหนี้โดยตรง ตัวอย่างเช่น ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เม็กซิโกและประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกาหลายประเทศต้องตัดลดงบประมาณรายจ่ายสาธารณะลงเป็นจำนวนมาก และต้องปรับโครงสร้างโครงการหลายโครงการ ผลคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขอนามัย การศึกษา การขจัดความยากจน ถูกวิพากษ์ว่าไม่ได้ผลและสิ้นเปลือง จนต้องลมเลิกหรือปรับลดลงไป เงื่อนไขข้อกำหนดเช่นนี้ จากแง่มุมการเมืองยุครัฐชาติเดิมถือว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอย่างชัดเจน แต่องค์การเหนือชาติปัจจุบันกลับใช้อำนาจนี้โยรัฐบาลอธิปไตยซึ่งเป็นผู้ขอความช่วยเหลือจำยอมต้องปฏิบัติตาม

                 อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงบบาทขององค์การข้ามชาติ คือ องค์การการค้าโลก (World Trade Organization) องค์การนี้ได้ยึดแนวทางของข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีและการค้า แต่ในระยะต่อมาได้ลงรายละเอียดเพิ่มเติมซึ่งส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลของชาติต่างๆกำหนดระบบการค้าโลกโดยวางกลไกการระงับข้อพิพาทที่มีประสิทธิผล กำหนดกลไกทบทวนนโยบายการค้า และกำหนดประมวลปฏิบัติที่มีผลบังคับ เท่ากับนำแนวคิดเสรีนิยมใหม่ทางการค้ามากดดันให้ทุกประเทศคู่ค้าต้องยึดถือปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการสะทอนกระแสโลกาภิวัตน์ในสังคมโลกได้อีกกรณีหนึ่ง นอกเหนือจากกรณีลักษณะอื่นๆ เช่น การรวมตัวกันของหลายประเทศเพื่อเข้าแทรกแซงกิจการภายในโดยตรง ตัวอย่างเช่นการส่งกองกำลังหรือยุทธปัจจัยเข้าไปสนับสนุนปฏิบัติการโค่นล้มรัฐบาลในประเทศอิรัก ลิเบีย อัฟกานิสถาน หรือเข้าไปรักษาความสงบในอีกหลายประเทศ เช่น โซมารเลีย เป็นต้น

                 นอกเหนือจากองค์การการเมืองเหนือชาติแล้ว ในเวทีสังคมโลกยังมีตัวแสดงสำคัญอื่นๆอีก ซึ่งมีบทบาทผลักดันกระแสโลกาภิวัตน์อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ในต้นศตวรรษที่ 21 มีองค์การที่มิใช่รัฐบาลในระดับระหว่างประเทศคำนวณกว่า 40,000 องค์การ เมื่อเทียบกับ 6,000 องค์การเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนหน้านั้น หลายองค์การในจำนวนนี้เป็นองค์การขนาดใหญ่ มีทุนสนับสนุนมหาศาลเช่น  ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 องค์การ CARE International มีงบประมาณ 586 ล้านเหรียญ องค์การ World Vision International มีงบประมาณ 419 ล้านเหรียญ เป็นต้น องค์การเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นองค์การทางสังคมซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ก็มีบทบาทกดดันรัฐบาลของประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือหรือแม้แต่กดดันองค์การระห่างประเทศภาครัฐ (International Governmental Organizations) ด้วย ซึ่งจะเห็นได้ได้ว่าบ่อยครั้งองค์การเหล่านี้ได้รับเชิญจากองค์การระหว่างประเทศภาครัฐให้เสนอแนะในกิจการที่เกี่ยวข้อง เช่น สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงการแก้ปัญหาความยากจนและการพัฒนาสังคม

                บางองค์การซึ่งแม้มีทรัพยากรน้อยกว่าที่ยกตัวอย่างข้างต้นยังเข้ามามีบทบาทดำเนินการซึ่งถือได้ว่าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น เช่น องค์การกรีนพีช (Greenpeace) ซึ่งได้รับการจัดตั้งใน ค.ศ. 1971 มีสมาชิกกว่าสี่สิบประเทศ เน้นการปกป้องสภาวะแวดล้อม และดำเนินการข้ามชาติ เช่น เคยปิดล้อมหรือรบกวนเรือชาติอื่นที่จับปลาวาฬในมหาสมุทร เป็นต้น


......................................................................
กิจกรรมท้ายบทเรียน
1. ตัวแสดงสำคัญในสังคมโลกมี 4 กลุ่ม คืออะไรบ้าง จงบอกมาอย่างละเอียด
2. จงกล่าวถึงบทบาทของ องค์การค้าโลก (World Trade Organization) และองค์การกรีนพีช (Greenpeace) ในการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นว่าเป็นอย่างไรบ้าง

------------------------------------------------------
แหล่งที่มา :  SO ๒๑๓๘      พลเมืองโลกในกระแสโลกาภิวัตน์
โดย : พลเรือตรีรองศาสตราจารย์ทองใบ ธีรานันทางกูร

7. ความสัมพันธ์และผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อสังคมโลกและมนุษย์




 ความสัมพันธ์และผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อสังคมโลกและมนุษย์



* ผลกระทบทางเศรษฐกิจ *
                กระแสโลกาภิวัตน์นำไปสู่การเกิดขึ้นของระเบียบเศรษฐกิจใหม่ของโลก โดยลดอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางการค้าระหว่างประเทศ เช่น ภาษีอากร ศุลกากร และโควตาสินค้านำเข้า เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความมั่งคั่งและปริมาณของสินค้าและบริการโดยแบ่งความเชี่ยวชาญในการผลิตและบริการร่วมกัน ผลของกระแสโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดเอกภาพของระบบเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยอาศัยการคมนาคมสื่อสาร การขนส่ง การค้า การเคลื่อนย้ายทุน การลงทุนตรงจากต่างประเทศ การอพยพเคลื่อนย้ายประชากร การใช้เทคโนโลยี และบางครั้งมีการใช้กำลังทหารช่วยสนับสนุนกระบวนการด้วย

             ผลกระทบทางเศรษฐกิจครอบคลุมไปถึงเรื่องของการเคลื่อนไหวทางการเงิน การค้า การลงทุนจากต่างประเทศ คามช่วยเหลือจากต่างประเทศ การดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ การทำงานของสถานประกอบการต่างๆทั้งในประเทศ สถานประกอบการข้ามชาติ และกระทบต่อสภาวะการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย หมายความว่า องค์การ กลุ่มบุคคล หรือผู้ประกอบการสามารถทำธุรกรรมระหว่างกันได้โดยตรงโดยไม่ถูกจำกัดจากกฎระเบียบหรือการแทรกแซงจากอำนาจรัฐของแต่ละประเทศได้มากขึ้น

               ประเด็นสำคัญของผลกระทบขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของการติดต่อแลกเปลี่ยนทางการเงิน ทุน การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ ดังเห็นไดว่าการเคลื่อนย้ายแหล่งทุนจำนวนมหาศาลจากการประกอบการในประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งสามารถทำได้ภายในช่วงเวลาสั้นและแทบไม่มีข้อจำกัด

          กลุ่มสำคัญที่แสวงหาประโยชน์และรับประโยชน์และผลักดันกระแสโลกาภิวัตน์ให้ส่งผลรุนแรงขึ้น คือ กลุ่มผู้ประกอบการข้ามชาติ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น และมีพลังทางการเงินหนุนหลังมหาศาล จริงอยู่ระดับและขอบเขตของกลุ่มประกอบการข้ามชาติในการดำเนินการในประเทศอื่นอาจถูกจำกัดจากเงื่อนไขทางกฎหมายและระเบียบกติกาของประเทศที่ตนไปลงทุน แต่โอกาสที่เปิดจากการลดข้อจำกัดทางธุรกรรมและความสะดวกที่เกิดจากระบบโทรคมนาคมสื่อสารส่งผลให้กิจกรรมข้ามชาติเป็นไปอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในอดีต และการดำเนินงานของกลุ่มประกอบการเหล่านี้ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศที่ตนเข้าไปดำเนินการอย่างมากเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การประกอบการของเครือข่ายร้านค้าปลีก เครือข่ายร้านอาหาร หรือเครือข่ายร้านสินค้าแบรนเมจำนวนมหาศาลซึงเข้าไปทำธุรกรรมในแต่ละประเทศทั่วโลกนับวันแต่จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกขณะ
ถึงแม้กระแสโลกาภิวัตน์จะทำให้คนในประเทศต่างๆโดยเฉพาะประชากรในสังคมกำลังพัฒนาหรือสังคมยากจนได้รับรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมที่เจริญแล้ว แต่คนเหล่านี้จำนวนน้อยมากได้รับอานิสงส์จากการรับรู้ดังกล่าว เนื่องจากขาดปัจจัยทางการเงินมาช่วยเกื้อหนุน

                อันที่จริงแล้วการแลเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในระดับสากลส่งผลให้ประเทศยากจนเป็นฝ่ายเสียเปรียบเนื่องจากต้องส่งสินค้าพื้นบ้าน เช่น สินค้าทางการเกษตร หัตถกรรม  หรือทรัพยากรธรรมชาติที่มีราคาถูกเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกับสินค้าอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาในอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม ในปี ค.ศ. 2007 นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกชื่อ แบรนโค มิลาโนวิค (Branko Milanovic) (นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายเซอร์เบีย) วิจารณ์ว่าคนในประเทศกำลังพัฒนามีกำลังซื้อลดลงและไม่เท่าเทียมกัน เมื่อเปรียบเทียบกับกำลังซื้อของคนในประเทศพัฒนาแล้ว กล่าวคือ คนในประเทที่เจริญแล้ว หรือมีฐานะดีแล้วในแต่ละประเทศคือคนกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์ ส่วนคนที่ยากจนหรือด้อยโอกาสก็ยังคงมีสภาพความเป็นอยู่ไม่แตกต่างจากเดิม

           กระแสโลกาภิวัตน์ส่งผลทำให้เกิดความแตกต่างของรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันทั้งระดับระหว่างประเทศและภายในประเทศ หมายความว่า ช่องว่างทางรายได้ทั้งในระดับชาติและระดับบุคคลกลับเพิ่มมากขึ้น การกระจายรายได้ของโลกขาดความคล่องตัวสม่ำเสมอ คนที่มีรายได้ต่ำยังมีจำนวนคงที่หรือเพิ่มมากขึ้น แต่คนมีรายได้สูงจำนวนเท่าเดิมหรือในสัดส่วนที่น้อยกว่าเดิมกลับมีรายได้มากขึ้น กล่าวคือ ส่วนแบ่งรายได้มิได้รับการกระจายไปยังคนที่มีรายได้ต่ำอย่างที่ควรเป็น

               ในปี ค.ศ. 1992 สหประชาชาติรายงานว่า กลุ่มคนที่ร่ำรวยซึ่งมีจำนวนร้อยละ 20 ของประชากรโลกเป็นพวกที่มีรายได้ร้อยละ 82.7 ของโลกทั้งมด ซึ่งแสดงให้เห็นการกระจายรายได้ของโลกที่ไม่สม่ำเสมออย่างมาก
โดยสรุป ลาภิวัตน์ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวแลกเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกรรมอย่างสะดวก จนเกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการอย่างคล่องตัวทั่วโลก ทำให้คนในประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาได้รู้จักและเข้าถึงสินค้าแปลกใหม่ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตอย่างที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน แต่สินค้าและบริการเหล่านี้มีราคาแพงเนื่องจากอ้างอิงมาตรฐานราคาสากล

                ผลที่เกิดขึ้น คือ ความมั่งคั่งถูกกระจุกตัวอยู่กับประเทศที่ร่ำรวยแล้วซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือสั่งสมกำไรจากการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาโดยอาศัยประโยชน์จากค่าแรงที่ต่ำ ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิต แรงงานได้ค่าตอแทนต่ำ เกิดความเสียหายต่อสภาวะแวดล้อม สุขภาพอนามัย และความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่างๆนับวันจะมีมากขึ้นกว่าเดิม
สำหรับในส่วนที่ที่กระแสโลกาภิวัตน์มีส่วนกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรนั้น นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านยอมรับว่า กระแสโลกาภิวัตน์มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เชื่อมโยงและพึ่งพิงกับต่างประเทศสูง ดังเช่น ประเทศไทย กระแสโลกาภิวัตน์ส่งผลต่อเศรษฐกิจหลายด้าน ได้แก่

         1.โครงสร้างการผลิตของไทย มีการเปลี่ยนแปลงไปโดยภาคเกษตรกรรมได้ลดความสำคัญลงแต่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและบริการมีความสำคัญเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องอาศัยสินค้าทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้น

      2.มีการขยายตัวทางด้านการค้าสินค้าต่างๆกับประเทศต่างๆ  ในโลกอย่างแพร่หลาย ทั้งทางด้านสินค้าออกและสินค้าเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างสินค้าออกได้เปลี่ยนไปโดยสินค้าออกด้านคอมพิวเตอร์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์และส่วนประกอบกลับมีความสำคัญและส่งออกได้เป็นมูลค่าสูงกว่าสินค้าเกษตร แต่ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปและพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราการพึ่งพาต่างประเทศสูงขึ้น

      3.มีการพัฒนาและจัดระบบการบริหารจัดการทางธุรกิจใหม่ โดยมีความพยายามพัฒนาการบริหารโดยมืออาชีพ การควบคุมคุณภาพ การทบทวนการปฏิบัติงาน ความคิดและสร้างสรรค์การทำงาน และการตัดสินใจในเชิงรุกและกล้าเผชิญหน้ามากขึ้น มีการจัดนิทรรศการสินค้าไทยในงานต่างๆและเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยได้มีโอกาสติดต่อกับผู้ซื้อในต่างประเทศโดยตรง

        4.ธุรกิจต่างๆในประเทศไทยยังมีขนาดเล็กและขนาดกลาง รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมธุรกิจเอสเอมอี (small and medium enterprise SMEs) ทั้งในด้านเงินทุน ความรู้ความสามารถทางด้านการผลิต การตลาดและการบริหารจัดการ เพื่อให้ธุรกิจ SMEs มีโอกาสขยายตัวเป็นธุรกิจขนาดใหญ่

          5. ตลาดการเงิน (financial market) ของไทยมีความเชื่อมโยงกับตลาดการเงินของโลกมากขึ้นโดยตลาดการเงินไทยมีการปรับระบบ ระเบียบและกฎเกณฑ์ของสถาบันการเงินต่างๆให้สอดคล้องกับระบบสากล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันและพยายามผ่อนคลายการควบคุมด้านการเงิน เพื่อเริ่มเปิดเสรีตลาดเงินในไทยให้ผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาดำเนินกิจการทางการเงินในประเทศไทยได้มากขึ้น

          6.การส่งเสริมการลงทุนข้ามชาติ เพื่อให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยตรงโดยการสร้างโรงงานผลิตสินค้าและบริการหรือเข้ามาลงทุนทางอ้อม ด้วยการเข้ามาลงทุนในตลาดทุน ในธุรกิจต่างๆทั้งทางด้านโทรคมนาคม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการบิน ธุรกิจเดินเรือ และธุรกิจโลจิสติกส์ระหว่างประเทศโดยการลงทุนทางตรง รัฐบาลได้ตั้งหน่วยงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment) เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งเสริมการลงทุนแก่นักลงทุนชาวต่างประเทศและชาวไทย การออกพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็มีการตั้งหน่วยงานเพื่อรับรองมาตรฐานสินค้า

         7.ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งผลให้มีการแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ของข้อมูลข่าวสารความรู้สมัยใหม่ ค่านิยมเรื่องการบริโภค เกิดค่านิยมตามกระแสสากล ทำให้ธุรกิจต่างๆต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด

           8.การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเงินและการตลาดระหว่างประเทศจะต้องดำเนินงานตามกฎ กติกา และบทบัญญัติขององค์การระหว่างประเทศที่เป็นสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลก สหภาพยุโรป กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกหรือเอเปค เขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า การทำสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศต่อประเทศ
             โลกภิวัตน์เข้ามาพร้อมกับกระแสทุนนิยม ในอดีตประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าขายในเอเชียตะวันอกเฉียงใต้และเริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504-2509) ที่เริ่มเน้นการผลิตแบบอุตสาหกรรม ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจกับนานาชาติ ระบบทุนนิยมเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในสังคมไทย เกิดการแสวงหากำไรของนายทุนให้ได้มากที่สุด โดยใช้ต้นทุนการผลิตต่ำสุด เมื่อจุดเริ่มต้นในการแสวงหากำไรดังกล่าวกิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงได้ก่อให้เกิดปัญหาติดตามมาหลายประการที่สำคัญได้แก่


           1.ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า ความเสื่อมโทรมของดินที่ใช้มากและใช้ไม่ถูกวิธี ความเสื่อมเสริมของป่าชายเลนจากการเลี้ยงกุ้ง การปล่อยของเสียลงในแม่น้ำลำคลอง เนื่องมาจากความต้องการขยายกำลังการผลิตสนองความต้องการของตลาด ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมลงไปอย่างรวดเร็ว ผลที่เกิดขึ้นก็คือการเกิดปัญหาภาวะโลกร้อน ปัญหามหาอุทกภัยน้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554 จำนวนถึง 54 จังหวัด นับว่าเป็นปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในประเทศไทย

       2.ในยุคโลกาภิวัตน์ประเทศไทยในบางช่วงความผันผวนของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ไม่สามารถปรับตัวได้ทันและเกิดปัญหาเศรษฐกิจซบเซา เช่น ในช่วงปี พ.ศ. 2539-2540 ประเทศไทยเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจหลายประการได้แก่  ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ได้สูงขึ้น ปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดวิกฤตอย่างมาก ดัชนีราคาในตลาดหุ้นลดลง เศรษฐกิจตกต่ำ สถาบันการเงินหลายแห่งต้องถูกปิดกิจการ รวมทั้งมีการโจมตีค่าเงินบาทของนักเก็งกำไรต่างชาติเป็นจำนวนมาก ปัญหาเศรษฐกิจของไทยยังลุกลามไปยังประเทศในแถบเอเชียอีกหลายประเทศ ซึ่งรัฐบาลและภาคเอกชนต้องใช้เวลาในการแก้ไขหลายปี

         3.โลกาภิวัตน์กับเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากความผันผวนของเศรษฐกิจตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมักก่อให้เกิดการว่างงาน ประชาชนขาดรายได้จนเกิดปัญหาการโจรกรรม ปัญหาสังคมติดตามมาอย่างมาก

            4.ในระบบทุนนิยมตามกระแสเศรษฐกิจ นายทุนดำเนินกิจกรรมการผลิตก็พอต้องการให้ได้กำไรสูงสุด ดังนั้นจึงพยายามที่จะจ่ายค่าจ้างแรงงานให้ต่ำเพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำหรือขายสินค้าที่ราคาสูงจนแรงงานและผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนและก่อให้เกิดปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เหมาะสมส่งผลต่อคามเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วย

        5.ประเทศไทยยังมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีน้อย ประกอบกับการวิจัยและพัฒนายังมีน้อยเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนา ทำให้ประเทศไทยต้องซื้อเครื่องจักรกลอุปกรณ์และเทคโนโลยีอื่นๆจากต่างประเทศทำให้เศรษฐกิจของประเทศเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพา ขณะเดียวกันการซื้อสินค้าและเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากๆทำให้เกิดปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง

          6.ปัญหาการเลียบแบบการบริโภค และภาวการณ์แข่งขันสูงขึ้น ราคาสินค้าต่ำลงโยเฉพาะสินค้าที่มีความต้องการในตลาดโลกสูง และสินค้าที่ประเทศจีน เม็กซิโก และประเทศใหม่ๆหลายประเทศสามารถผลิตได้ อันเนื่องมาจากข้อได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูก ความรู้ ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมทั้งนวัตกรรมและผลิตภาพที่สูงของประเทศเหล่านั้น ทำให้เกิดปัญหาดุลการค้าของไทยขาดดุลมากยิ่งขึ้น

               7.ปัญหาการว่างงานเนืองจากมีการนำเอาเทคโนโลยีที่ประหยัดแรงงานเข้ามาใช้ หรือเป็นเทคโนโลยีที่ใช้แทนแรงงาน ทำให้แรงงานในประเทศเกิดการว่างงาน ขาดรายได้จนอาจนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ



...............................................................
คำถามท้ายบทเรียน
1.กระแสโลกาภิวัตน์นำไปสู่การเกิดขึ้นของระเบียบเศรษฐกิจใหม่ของโลกอย่างไรบ้าง จงอธิบายมาแต่พอสังเขป
2.กระแสโลกภิวัตน์มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง จงอธิบายมาแต่พอสังเขป


...................................................................

แหล่งที่มา :  SO ๒๑๓๘      พลเมืองโลกในกระแสโลกาภิวัตน์
โดย : พลเรือตรีรองศาสตราจารย์ทองใบ ธีรานันทางกูร

8. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ




ความสัมพันธ์และผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อสังคมโลกและมนุษย์


-ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

                    กระแสโลกาภิวัตน์นำไปสู่การเกิดขึ้นของระเบียบเศรษฐกิจใหม่ของโลก โดยลดอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางการค้าระหว่างประเทศ เช่น ภาษีอากร ศุลกากร และโควตาสินค้านำเข้า เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความมั่งคั่งและปริมาณของสินค้าและบริการโดยแบ่งความเชี่ยวชาญในการผลิตและบริการร่วมกัน ผลของกระแสโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดเอกภาพของระบบเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยอาศัยการคมนาคมสื่อสาร การขนส่ง การค้า การเคลื่อนย้ายทุน การลงทุนตรงจากต่างประเทศ การอพยพเคลื่อนย้ายประชากร การใช้เทคโนโลยี และบางครั้งมีการใช้กำลังทหารช่วยสนับสนุนกระบวนการด้วย

                  ผลกระทบทางเศรษฐกิจครอบคลุมไปถึงเรื่องของการเคลื่อนไหวทางการเงิน การค้า การลงทุนจากต่างประเทศ คามช่วยเหลือจากต่างประเทศ การดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ การทำงานของสถานประกอบการต่างๆทั้งในประเทศ สถานประกอบการข้ามชาติ และกระทบต่อสภาวะการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย หมายความว่า องค์การ กลุ่มบุคคล หรือผู้ประกอบการสามารถทำธุรกรรมระหว่างกันได้โดยตรงโดยไม่ถูกจำกัดจากกฎระเบียบหรือการแทรกแซงจากอำนาจรัฐของแต่ละประเทศได้มากขึ้น
ประเด็นสำคัญของผลกระทบขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของการติดต่อแลกเปลี่ยนทางการเงิน ทุน การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ ดังเห็นไดว่าการเคลื่อนย้ายแหล่งทุนจำนวนมหาศาลจากการประกอบการในประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งสามารถทำได้ภายในช่วงเวลาสั้นและแทบไม่มีข้อจำกัด

                 กลุ่มสำคัญที่แสวงหาประโยชน์และรับประโยชน์และผลักดันกระแสโลกาภิวัตน์ให้ส่งผลรุนแรงขึ้น คือ กลุ่มผู้ประกอบการข้ามชาติ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น และมีพลังทางการเงินหนุนหลังมหาศาล จริงอยู่ระดับและขอบเขตของกลุ่มประกอบการข้ามชาติในการดำเนินการในประเทศอื่นอาจถูกจำกัดจากเงื่อนไขทางกฎหมายและระเบียบกติกาของประเทศที่ตนไปลงทุน แต่โอกาสที่เปิดจากการลดข้อจำกัดทางธุรกรรมและความสะดวกที่เกิดจากระบบโทรคมนาคมสื่อสารส่งผลให้กิจกรรมข้ามชาติเป็นไปอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในอดีต และการดำเนินงานของกลุ่มประกอบการเหล่านี้ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศที่ตนเข้าไปดำเนินการอย่างมากเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การประกอบการของเครือข่ายร้านค้าปลีก เครือข่ายร้านอาหาร หรือเครือข่ายร้านสินค้าแบรนเมจำนวนมหาศาลซึงเข้าไปทำธุรกรรมในแต่ละประเทศทั่วโลกนับวันแต่จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกขณะ

                   ถึงแม้กระแสโลกาภิวัตน์จะทำให้คนในประเทศต่างๆโดยเฉพาะประชากรในสังคมกำลังพัฒนาหรือสังคมยากจนได้รับรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมที่เจริญแล้ว แต่คนเหล่านี้จำนวนน้อยมากได้รับอานิสงส์จากการรับรู้ดังกล่าว เนื่องจากขาดปัจจัยทางการเงินมาช่วยเกื้อหนุนอันที่จริงแล้วการแลเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในระดับสากลส่งผลให้ประเทศยากจนเป็นฝ่ายเสียเปรียบเนื่องจากต้องส่งสินค้าพื้นบ้าน เช่น สินค้าทางการเกษตร หัตถกรรม  หรือทรัพยากรธรรมชาติที่มีราคาถูกเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกับสินค้าอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาในอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม ในปี ค.ศ. 2007 นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกชื่อ แบรนโค มิลาโนวิค (Branko Milanovic) (นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายเซอร์เบีย) วิจารณ์ว่าคนในประเทศกำลังพัฒนามีกำลังซื้อลดลงและไม่เท่าเทียมกัน เมื่อเปรียบเทียบกับกำลังซื้อของคนในประเทศพัฒนาแล้ว กล่าวคือ คนในประเทที่เจริญแล้ว หรือมีฐานะดีแล้วในแต่ละประเทศคือคนกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์ ส่วนคนที่ยากจนหรือด้อยโอกาสก็ยังคงมีสภาพความเป็นอยู่ไม่แตกต่างจากเดิม

               กระแสโลกาภิวัตน์ส่งผลทำให้เกิดความแตกต่างของรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันทั้งระดับระหว่างประเทศและภายในประเทศ หมายความว่า ช่องว่างทางรายได้ทั้งในระดับชาติและระดับบุคคลกลับเพิ่มมากขึ้น การกระจายรายได้ของโลกขาดความคล่องตัวสม่ำเสมอ คนที่มีรายได้ต่ำยังมีจำนวนคงที่หรือเพิ่มมากขึ้น แต่คนมีรายได้สูงจำนวนเท่าเดิมหรือในสัดส่วนที่น้อยกว่าเดิมกลับมีรายได้มากขึ้น กล่าวคือ ส่วนแบ่งรายได้มิได้รับการกระจายไปยังคนที่มีรายได้ต่ำอย่างที่ควรเป็น

                     ในปี ค.ศ. 1992 สหประชาชาติรายงานว่า กลุ่มคนที่ร่ำรวยซึ่งมีจำนวนร้อยละ 20 ของประชากรโลกเป็นพวกที่มีรายได้ร้อยละ 82.7 ของโลกทั้งมด ซึ่งแสดงให้เห็นการกระจายรายได้ของโลกที่ไม่สม่ำเสมออย่างมาก
โดยสรุป ลาภิวัตน์ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวแลกเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกรรมอย่างสะดวก จนเกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการอย่างคล่องตัวทั่วโลก ทำให้คนในประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาได้รู้จักและเข้าถึงสินค้าแปลกใหม่ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตอย่างที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน แต่สินค้าและบริการเหล่านี้มีราคาแพงเนื่องจากอ้างอิงมาตรฐานราคาสากล
                  ผลที่เกิดขึ้น คือ ความมั่งคั่งถูกกระจุกตัวอยู่กับประเทศที่ร่ำรวยแล้วซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือสั่งสมกำไรจากการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาโดยอาศัยประโยชน์จากค่าแรงที่ต่ำ ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิต แรงงานได้ค่าตอแทนต่ำ เกิดความเสียหายต่อสภาวะแวดล้อม สุขภาพอนามัย และความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่างๆนับวันจะมีมากขึ้นกว่าเดิม
สำหรับในส่วนที่ที่กระแสโลกาภิวัตน์มีส่วนกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรนั้น นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านยอมรับว่า กระแสโลกาภิวัตน์มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เชื่อมโยงและพึ่งพิงกับต่างประเทศสูง ดังเช่น ประเทศไทย กระแสโลกาภิวัตน์ส่งผลต่อเศรษฐกิจหลายด้าน ได้แก่

             1.โครงสร้างการผลิตของไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปโดยภาคเกษตรกรรม  ได้ลดความสำคัญลงแต่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและบริการมีความสำคัญเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องอาศัยสินค้าทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้น

             2.มีการขยายตัวทางด้านการค้าสินค้าต่างๆ  กับประเทศต่างๆในโลกอย่างแพร่หลาย ทั้งทางด้านสินค้าออกและสินค้าเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างสินค้าออกได้เปลี่ยนไปโดยสินค้าออกด้านคอมพิวเตอร์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์และส่วนประกอบกลับมีความสำคัญและส่งออกได้เป็นมูลค่าสูงกว่าสินค้าเกษตร แต่ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปและพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราการพึ่งพาต่างประเทศสูงขึ้น

            3.มีการพัฒนาและจัดระบบการบริหารจัดการทางธุรกิจใหม่  โดยมีความพยายามพัฒนาการบริหารโดยมืออาชีพ การควบคุมคุณภาพ การทบทวนการปฏิบัติงาน ความคิดและสร้างสรรค์การทำงาน และการตัดสินใจในเชิงรุกและกล้าเผชิญหน้ามากขึ้น มีการจัดนิทรรศการสินค้าไทยในงานต่างๆและเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยได้มีโอกาสติดต่อกับผู้ซื้อในต่างประเทศโดยตรง

              4.ธุรกิจต่างๆในประเทศไทยยังมีขนาดเล็กและขนาดกลาง  รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมธุรกิจเอสเอมอี (small and medium enterprise SMEs) ทั้งในด้านเงินทุน ความรู้ความสามารถทางด้านการผลิต การตลาดและการบริหารจัดการ เพื่อให้ธุรกิจ SMEs มีโอกาสขยายตัวเป็นธุรกิจขนาดใหญ่

                    5. ตลาดการเงิน (financial market)  ของไทยมีความเชื่อมโยงกับตลาดการเงินของโลกมากขึ้นโดยตลาดการเงินไทยมีการปรับระบบ ระเบียบและกฎเกณฑ์ของสถาบันการเงินต่างๆให้สอดคล้องกับระบบสากล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันและพยายามผ่อนคลายการควบคุมด้านการเงิน เพื่อเริ่มเปิดเสรีตลาดเงินในไทยให้ผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาดำเนินกิจการทางการเงินในประเทศไทยได้มากขึ้น

                      6.การส่งเสริมการลงทุนข้ามชาติ  เพื่อให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยตรงโดยการสร้างโรงงานผลิตสินค้าและบริการหรือเข้ามาลงทุนทางอ้อม ด้วยการเข้ามาลงทุนในตลาดทุน ในธุรกิจต่างๆทั้งทางด้านโทรคมนาคม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการบิน ธุรกิจเดินเรือ และธุรกิจโลจิสติกส์ระหว่างประเทศโดยการลงทุนทางตรง รัฐบาลได้ตั้งหน่วยงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment) เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งเสริมการลงทุนแก่นักลงทุนชาวต่างประเทศและชาวไทย การออกพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็มีการตั้งหน่วยงานเพื่อรับรองมาตรฐานสินค้า

                     7.ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  ส่งผลให้มีการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางของข้อมูลข่าวสารความรู้สมัยใหม่ ค่านิยมเรื่องการบริโภค เกิดค่านิยมตามกระแสสากล ทำให้ธุรกิจต่างๆต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด

                          8.การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเงินและการตลาดระหว่างประเทศจะต้องดำเนินงานตามกฎ กติกา และบทบัญญัติขององค์การระหว่างประเทศที่เป็นสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลก สหภาพยุโรป กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกหรือเอเปค เขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า การทำสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศต่อประเทศ

                       โลกภิวัตน์เข้ามาพร้อมกับกระแสทุนนิยม ในอดีตประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าขายในเอเชียตะวันอกเฉียงใต้และเริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504-2509) ที่เริ่มเน้นการผลิตแบบอุตสาหกรรม ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจกับนานาชาติ ระบบทุนนิยมเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในสังคมไทย เกิดการแสวงหากำไรของนายทุนให้ได้มากที่สุด โดยใช้ต้นทุนการผลิตต่ำสุด เมื่อจุดเริ่มต้นในการแสวงหากำไรดังกล่าวกิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงได้ก่อให้เกิดปัญหาติดตามมาหลายประการที่สำคัญได้แก่

                     1.ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า ความเสื่อมโทรมของดินที่ใช้มากและใช้ไม่ถูกวิธี ความเสื่อมเสริมของป่าชายเลนจากการเลี้ยงกุ้ง การปล่อยของเสียลงในแม่น้ำลำคลอง เนื่องมาจากความต้องการขยายกำลังการผลิตสนองความต้องการของตลาด ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมลงไปอย่างรวดเร็ว ผลที่เกิดขึ้นก็คือการเกิดปัญหาภาวะโลกร้อน ปัญหามหาอุทกภัยน้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554 จำนวนถึง 54 จังหวัด นับว่าเป็นปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในประเทศไทย

                    2.ในยุคโลกาภิวัตน์ประเทศไทย  ในบางช่วงความผันผวนของเศรษฐกิจส่งผลให้ไม่สามารถปรับตัวได้ทันและเกิดปัญหาเศรษฐกิจซบเซา เช่น ในช่วงปี พ.ศ. 2539-2540 ประเทศไทยเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจหลายประการได้แก่  ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ได้สูงขึ้น ปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดวิกฤตอย่างมาก ดัชนีราคาในตลาดหุ้นลดลง เศรษฐกิจตกต่ำ สถาบันการเงินหลายแห่งต้องถูกปิดกิจการ รวมทั้งมีการโจมตีค่าเงินบาทของนักเก็งกำไรต่างชาติเป็นจำนวนมาก ปัญหาเศรษฐกิจของไทยยังลุกลามไปยังประเทศในแถบเอเชียอีกหลายประเทศ ซึ่งรัฐบาลและภาคเอกชนต้องใช้เวลาในการแก้ไขหลายปี

                3.โลกาภิวัตน์กับเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากความผันผวนของเศรษฐกิจตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมักก่อให้เกิดการว่างงาน ประชาชนขาดรายได้จนเกิดปัญหาการโจรกรรม ปัญหาสังคมติดตามมาอย่างมาก

                       4.ในระบบทุนนิยมตามกระแสเศรษฐกิจ นายทุนดำเนินกิจกรรมการผลิตก็พอต้องการให้ได้กำไรสูงสุด ดังนั้นจึงพยายามที่จะจ่ายค่าจ้างแรงงานให้ต่ำเพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำหรือขายสินค้าที่ราคาสูงจนแรงงานและผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนและก่อให้เกิดปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เหมาะสมส่งผลต่อคามเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วย

                     5.ประเทศไทยยังมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีน้อย ประกอบกับการวิจัยและพัฒนายังมีน้อยเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนา ทำให้ประเทศไทยต้องซื้อเครื่องจักรกลอุปกรณ์และเทคโนโลยีอื่นๆจากต่างประเทศทำให้เศรษฐกิจของประเทศเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพา ขณะเดียวกันการซื้อสินค้าและเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากๆทำให้เกิดปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง

                     6.ปัญหาการเลียบแบบการบริโภค และภาวการณ์แข่งขันสูงขึ้น ราคาสินค้าต่ำลงโยเฉพาะสินค้าที่มีความต้องการในตลาดโลกสูง และสินค้าที่ประเทศจีน เม็กซิโก และประเทศใหม่ๆหลายประเทศสามารถผลิตได้ อันเนื่องมาจากข้อได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูก ความรู้ ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมทั้งนวัตกรรมและผลิตภาพที่สูงของประเทศเหล่านั้น ทำให้เกิดปัญหาดุลการค้าของไทยขาดดุลมากยิ่งขึ้น

                    7.ปัญหาการว่างงานเนืองจากมีการนำเอาเทคโนโลยีที่ประหยัดแรงงานเข้ามาใช้ หรือเป็นเทคโนโลยีที่ใช้แทนแรงงาน ทำให้แรงงานในประเทศเกิดการว่างงาน ขาดรายได้จนอาจนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ


.................................................................................
คำถามท้ายบทเรียน
1.กระแสโลกาภิวัตน์นำไปสู่การเกิดขึ้นของระเบียบเศรษฐกิจใหม่ของโลกอย่างไรบ้าง จงอธิบายมาแต่พอสังเขป
2.กระแสโลกภิวัตน์มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง จงอธิบายมาแต่พอสังเขป
------------------------------------------------------

แหล่งที่มา :  SO ๒๑๓๘      พลเมืองโลกในกระแสโลกาภิวัตน์

โดย : พลเรือตรีรองศาสตราจารย์ทองใบ ธีรานันทางกูร


9. ผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรม




ความสัมพันธ์และผลกระทบของลาภิวัตน์ต่อสังคมโลกและมนุษย์


-ผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรม

                  ในขณะที่วิถีชีวิต ภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มคนในท้องถิ่นหรือภูมิภาคต่างๆในสังคมของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ความแตกต่างกันในเรื่องของความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม ธรรมเนียมปฏิบัติ วิธีการดำรงชีวิต วัฒนธรรม และลักษณะความสัมพันธ์ของกลุ่มคนในแต่ละประเทศก็ยิ่งชัดเจนขึ้นกว่าความแตกต่างระหว่างสังคมในประเทศ อย่างไรก็ดีหากลักษณะเฉพาะของสังคมหนึ่งมีผู้รับรู้ ลอกเลียน หรือประยุกต์โดยบุคคลหรือกลุ่มคนในสังคมอื่น ความแตกต่างดังกล่าวย่อมลดลงและอาจเกิดการผสมกลมกลืนระหว่างวัฒนธรรมมาขึ้น ซึ่งกระแสโลกาภิวัตน์มีส่วนสำคัญในการสร้างการยอมรับและความผสมกลมกลืนอย่างมาก

                      ในสังคมปัจจุบันซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นสังคมไร้พรมแดนหรือหมู่บ้านโลก ระดับของการเรียนรู้ระหว่างกันเป็นไปอย่างสะดวกง่ายดาย จากผลของการพัฒนาด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมประชากรโลกมีโอกาสรับรู้ ลอกเลียนหรือประยุกต์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนในสังคมอื่นที่ไกลโพ้นอย่างกว้างขวางขึ้นกว่าที่เคยเป็น
ข้อที่น่าสังเกต คือ การรับวัฒนธรรมนั้นมักมีลักษณะของการเลือกรับวัฒนธรรมของประเทศที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจสูงกว่าหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งวัฒนธรรมของประเทศร่ำรวยด้านวัตถุมักกระจายไปสู่ประเทศยากจนกว่า ในขณะที่วัฒนธรรมของประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางวัตถุต่ำกว่ามีโอกาสน้อยกว่าที่จะเป็นที่ยอมรับโดยประชาชนของประเทศที่พัฒนาแล้ว จนถึงกับมีการกล่าวถึงการพัฒนาไปสู่สังคมแบบตะวันตก(Westernization) หรือการพัฒนาให้เป็นแบบอเมริกัน(Americanization) มากว่าที่จะกล่าวถึงการพัฒนาสู่สังคมตะวันออก

                     ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ วัฒนธรรมทางวัตถุมีแนวโน้มที่จะกระจายออกไปง่ายกว่าวัฒนธรรมทางจิตใจ ดังปรากฏว่าวิถีชีวิตแบบทุนนิยม วัตถุนยม หรือบริโภคนิยมเป็นประเด็นหลักในกระแสโลกาภิวัตน์
อย่างไรก็ดีถึงแม้นักวิจารณ์จะวิพากษ์ว่าโลกาภิวัตน์เป็นต้นเหตุของการกลายเป็นตะวันตกก็ตาม แต่รายงานของยูเนสโกเมื่อ ค.ศ. 2005 ระบุว่าการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเป็นปรากฏการณ์ซึ่งมิได้จำกัดเฉพาะแต่วัฒนธรรมตะวันตกเท่านั้น ใน ค.ศ. 2002 สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศส่งออกสินค้าวัฒนธรรมใหญ่ที่สุดในโลกรองจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ระหว่าง ค.ศ. 1994 ถึง ค.ศ. 2002 ทั้งอเมริกาเหนือและกลุ่มประเทศในประชาคมยุโรปต่างมีอัตราการส่งออกวัฒนธรรมที่ลดลง ในขณะที่การส่งออกวัฒนธรรมของเอเชียเริ่มขยายตัวมากขึ้น
การรับหรือแม้แต่การเลือกรับวัฒนธรรมและค่านิยมของสังคมอื่นที่แตกต่างไปจากค่านิยมและธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมตนเองมีทั้งโอกาสและข้อจำกัด กล่าวคือ

ในแง่ของข้อจำกัด มีตัวอย่างสำคัญ ได้แก่

                           1) เกิดการครอบงำโดยประเทศที่เหนือกว่าโดยส่งทอดวัฒนธรรมที่สะท้อนพื้นฐานและบริบทของสังคมที่เป็นต้นกำเนิด ในกรณีนี้เนื่องจากสังคมต้นกำเนิดส่วนใหญ่เป็นสังคมอุตสาหกรรมที่เน้นลัทธิวัตถุนิยมและบริโภคนิยม ในสังคมผู้รับนั้นกลุ่มประชากรที่สามารถรับวัฒนธรรมได้ คือ กลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูง ส่วนคนที่มีฐานะด้อยกว่าขาดปัจจัยเกื้อหนุนที่จะช่วยให้สามารถเข้าถึงวิถีชีวิตดังกล่าวได้ ผลคือความเหลือมล้ำทางสังคมยิ่งขยายกว้างออกไปโดยกลุ่มคนที่ไม่สามารถรับประโยชน์ได้จะเกิดความผิดหวัง (frustration)อันเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง การกดขี่เอาเปรียบ และความรุนแรงที่เกิดขึ้นในหลายสังคม

                        2) เกิดความเสื่อมสูญหรือล่มสลายของวัฒนธรรมถิ่นหรืวัฒนธรรมพื้นบ้าน เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมอื่น โดยเฉพาะวัฒนธรรมสากลซึ่งแพร่หลายผ่านสื่อมวลชนและช่องทางการสื่อสารอื่นๆ ในขณะที่โอกาสการอบรมบ่มเพาะนิสัยทางสังคมโยคนรุ่นเก่าลดลงเนื่องจากหลายประเทศจัดระบบการศึกษาสากลอย่างเป็นทางการและพ่อแม่ผู้ปกครองต้องรับภาระในการทำมาหากินเลี้ยงชีวิตในสังคมเมือง ส่วนคนเฒ่าคนแก่ส่วนใหญ่ยังคงอาศัยในพื้นที่ชนบทหรืออาศัยแยกจากลูกหลานจากการเปลี่ยนวิถีชีวิตจากครอบครัวขยายเป็นครอบครัวเดี่ยว ผลคือการเสื่อมสลายของวัฒนธรรมดั้งเดิมหรืวัฒนธรรมถิ่น

                      3) เกิดผลกระทบต่อประชากร ผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้มีหลายลักษณะ ขึ้นกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ ตัวอย่างได้แก่ การสูญเสียกำลังคนระดับสมองที่เรียกว่าสมองไหลหรือแรงงานฝีมือจากประเทศที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปยังประเทศที่เจริญกว่าและให้ผลตอบแทนสูงกว่า การสูญเสียนี้ก่อให้เกิดการขาดแคลนนักวิชาชีพ เช่น แพทย์ หรืนักคิด นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ นักวางแผน ซึ่งจะสามารถผลักดันสังคมให้เผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างได้ผล อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ การเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานต่างด้าว คนอพยพ หรือผู้ลี้ภัยซึ่งเข้ามาแสวงหาโอกาสในประเทศที่เจริญแล้ว โดยเฉพาะคนเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม บางคนต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการประกอบอาชีพโสเภณีหรือเขาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมมิจฉาชีพต่างๆ

                     4) การจ้างงานภายนอก (outsourcing) โลกาภิวัตน์เปลี่ยนแปลงลักษณะการทำงานและเอื้อให้เกิดระบบการจ้างงานจากภายนอก ซึ่งเดิมมักเข้าใจว่าจำกัดเฉพาะการจ้างงานนอกภาคราชการ หรือนอกสถานประกอบการ แต่ในสังคมใหม่การจ้างงานภายนอกครอบคลุมไปถึงการจ้างงานนอกประเทศ ตัวอย่างเช่น ระบบการผลิตครบวงจรซึ่งมีสายการผลิตแบบเครือข่ายที่ครอบคลุมไปหลายประเทศ (กรณีการผลิตรถยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)การจ้างคนในประเทศอื่นในการพัฒนาซอฟท์แวร์ หรือแม้แต่ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานประกอบการซึ่งมีที่ตั้งในอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้สะดวกเนื่องจากระบบโทรคมนาคมสื่อสารเอื้อประโยชน์ ผลคือคนในประเทศที่มีระดับความสามารถต่ำกว่าหรือมีระบบที่เอื้อประโยชน์น้อยกว่าต้องตกงานเพราะไม่สามารถแข่งขันในระดับสากล ผลต่อเนื่องคือสหภาพแรงงานถูกบั่นทอนความสามารถในการดูแลปกป้องสมาชิกของตน

                         5) แรงกดดันให้เร่งเปลี่ยนแปลง ข้อกำกัดสำคัญ คือ ประเทศต่างๆต้องเผชิญปัญหาต่างๆที่ต้องปฏิรูปหรือเร่งรัดแก้ปัญหา อันสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัตน์ ในกรณีนี้ ความสามารถในการป้องกัน เผชิญปัญหา หรือแก้ไขปัญหาย่อมขึ้นกับความจริงใจ ความเข้าใจ และความพร้อมของผู้รับผิดชอบในการดูแลสังคมนั้นๆ เพราะหากไม่ดำเนินการอย่างเหมาะสมปัญหาที่เกิดขึ้นทุกด้านไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จะยิ่งลุกลามใหญ่โตจนแก้ไขยากและส่งผลต่อความทุกข์สุขของคนในสังคมนั้นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในแง่ข้อโอกาสนั้น มีตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่

1) โอกาสจากการเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง เป็นโอกาสสำคัญในการศึกษาค้นคว้า และเรียนรู้เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกอย่างที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อนและหากประเทศใดสามารถพัฒนาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องก็จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลได้อย่างดี

                            2) ประโยชน์จากสื่อ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ พัฒนาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตลอดจนรูปแบบวิธีการประกอบอาชีพหรือการดำเนินการต่างๆในแทบทุกด้านของสังคมย่อมเป็นโอกาสให้แต่ละสังคมสามารถรับไปประยุกต์ปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในสังคมของตน ดังนั้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมทำงานกับสถานประกอบการและผู้ลงทุนจากต่างประเทศตลอดจนการมีโอกาสเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้คนจากต่างถิ่น ย่อมเป็นการให้ข้อมูลสำคัญเพื่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาสังคมอย่างสำคัญ

                          3) รู้จักตัวเอง และตระหนักในสภาพการเปลี่ยนแปลงซึ่งกระทบตัวตัวเอง การรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านระบบการสื่อสารสมัยใหม่ รวมถึงการได้พบปะผู้คนจากสังคมอื่น ถือเป็นโอกาสที่คนในแต่ละประเทศจะได้เปรียบเทียบสถานะของตนกับผู้อื่น และเข้าใจถึงผลของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวอันส่งผลกระทบต่อสังคมของตนเอง ความรู้ความเข้าใจเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตื่นตัว เตรียมพร้อมและปรับตัวเองในด้านต่างๆเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสังคม

                         4) รับรู้ค่านิยม ทัศนคติ และสมรรถนะที่จำเป็นในการพัฒนาสังคม จากการเรียนรู้จากผู้อื่น ผู้ที่สนใจกระแสโลกาภิวัตน์ย่อมเข้าใจได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุนั้นยังไม่เพียงพอสำหรับการเผชิญสภาวะที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมของตนเอง แต่ต้องเขาใจวิธีคิด ทัศนคติและสมรรถนะใหม่ๆที่แตกต่างไปจากความเคยชินแต่เดิม เพราะหากไม่เข้าใจประเด็นซึ่งเป็นลักษณะนามธรรมอย่างนี้แล้ว การลอกเลียนหรือรับวิธีปฏิบัติจากภายนอกก็จะมีลักษณะการลอกรูปแบบวิธีการเอามาใช้โดยปราศจากความเข้าใจหรือการปรับแปลงให้เหมาะสมกับสังคมของตน

                         5) การใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสิ่งที่มีคุณค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด หมายความว่า แต่ละประเทศล้วนมีทรัพยากรมีค่าอันเป็นที่ต้องการของประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ (น้ำมัน ผลิตผลการเกษตร อัญมณี ฯลฯ” สถานที่พักผ่อนท่องเที่ยว (แหล่งพักผ่อนตามธรรมชาติหรือสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์) บริการเฉพาะด้าน (สุขภาพอนามัย การรักษาพยาบาล ที่พักอาศัยสำหรับคนชรา ฯลฯ) ซึ่งหากตระหนักถึงความต้องการดังกล่าว ก็สามารถผลิตหรือพัฒนาให้เกิดจากมูลค่า อันเป็นการเพิ่มประโยชน์ในเชิงรายได้เพื่อการพัฒนาหรือการกินดีอยู่ดีของคนในประเทศมากขึ้น

                    การที่แต่ละสังคมจะใช้โอกาสหรือเผชิญแรงกดดันท้าทายได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นกับคุณภาพของผู้นำและคนในแต่ละสังคม ในแง่โครงสร้างแต่ละประเทศเกิดความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างและระบบที่เป็นอยู่ทุกด้านอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ในลักษณะที่เรียกว่าการปฏิรูปไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การปฏิรูปการเมือง การปฏิรูปการศึกษา คำว่าการปฏิรูปนั้นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงระบบ รูปแบบ วิธีการ และกระบวนการในการดำเนินการที่เป็นอยู่อย่างรวดเร็วและเกิดผลจริง อย่างไรก็ดีการปฏิรูปดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของการลอกเลียนเอาอย่างประเทศอื่น ถึงแม้ว่าจะอาศัยรูปแบบวิธีการของประเทศอื่นที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปมาเป็นตัวอย่างก็ตาม แต่จำเป็นต้องปรับปรุงดัดแปลงให้เหมาะสมกับบริบทและระดับความพร้อมในการดำเนินการของแต่ละสังคม

                       ที่สำคัญคือการปฏิรูปใดๆก็ตามเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มีความมุ่งมั่นผลักดันเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมและมีความต่อเนื่องในการดำเนินการอย่างจริงจัง มิฉะนั้นก็รังแต่จะได้การเปลี่ยนแปลงเพียงผิวเผยไม่เกิดผลจริงจึงต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนโลกทัศน์และวิธีการคิดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญในระดับนโยบายและต้องสามารถทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับในสังคมเข้าใจและร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงจึงเกิดผล


................................................................
คำถามท้ายบทเรียน
1.การรับวัฒนธรรมมักมีลักษณะเป็นอย่างไร จงอธิบาย
2.จงกล่าวถึงโอกาสและข้อจำกัดของการรับวัฒนธรรมและค่านิยมของสังคมว่าแต่ละอย่างมีอะไรบ้าง ให้อธิบายมาแต่เพียงสังเขปพอเป็นที่เข้าใจ
.....................................................................


แหล่งที่มา :  SO ๒๑๓๘      พลเมืองโลกในกระแสโลกาภิวัตน์

โดย : พลเรือตรีรองศาสตราจารย์ทองใบ ธีรานันทางกูร